ไฮโดรโพนิคส์เป็นเทคนิคการปลูกพืชรูปแบบหนึ่งโดยไม่ใช้ดิน เทคนิคนี้มีมานานแล้วโดยเห็นได้จาก “สวนลอยฟ้า” (Hanging Gardens) ของพวกบาบิลอน (Babylon) ในอดีต วิธีการปลูกพืชบนผิวน้ำ (floating gardens)หรือ “สวนลอยน้ำ” (Chinampas) ของชนเผ่าอัซเทคส์ (Aztecs) ในประเทศเม็กซิโก การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินเริ่มมานานแล้วเช่นกันในทวีปเอเชียโดยประเทศจีนเป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดง ให้เห็นถึง การปลูกพืช ไฮโดรโพนิคส์ ในช่วงที่มาโคโปโล (Marco Polo) เดินทางมาถึงประเทศจีนในช่วงประมาณปี พ.ศ. 1818 เขาพบสวนลอยน้ำของชาวจีนและได้บันทึกไว้ในบันทึกการเดินทางของเขาและยังได้มีการบันทึก อักษรภาพของการปลูกพืชในน้ำโดยไม่ใช้ดินในช่วงหลายร้อยปีก่อนคริสตกาลของอาณาจักรอียิปต์แห่งลุ่มน้ำไนล์ จะเห็นบันทึกของชาวอียิปต์โบราณได้กล่าวถึงก่อนหน้านี้เป็นเวลาหลายร้อย ปีก่อนคริสตกาลสำหรับ การปลูกพืชในน้ำในยุคของ อาริสโตเติล (Aristotle) และในช่วงเวลาของธีโอฟราตุส (Theophrastus) ซึ่งประมาณ 287-372 ปี ก่อนคริสตกาล ประมาณปี พ.ศ. 2163 นักวิทยาศาสตร์ชาวเบลเยี่ยมคนหนึ่งที่ชื่อว่า ยัน วัน เฮล มองท์ (Jan van Helmont) ได้ทำการทดลองเกี่ยวข้องกับธาตุอาหารในน้ำที่พืชได้รับ โดยการปลูกต้นหลิว (Willow) ที่มีน้ำหนัก 2.27 กิโลกรัม ในท่อที่มีน้ำหนักดินแห้ง 90.7 กิโลกรัมการปลูกนี้จะป้องกันไม่ให้มีวัสดุ ใดผ่านเข้าและออกได้ แต่จะให้น้ำฝนกับพืชเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หลังจากปลูกไปเป็นระยะเวลา 5 ปี พบว่าต้นหลิวมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 72.56 กิโลกรัม ในขณะที่น้ำหนักดินหายไปเพียง 56.7 กรัมเท่านั้นเขาได้สรุปงาน ทดลองว่าพืชเจริญเติบโตได้เพราะได้รับธาตุอาหารจากน้ำเท่านั้น ซึ่งในเวลาต่อมาได้มีการวิจารณ์ว่าในยุคนั้นมีองค์ความรู้ที่ยังไม่กว้างขวาง ดังนั้นผลการทดลองที่เฮลมองท์สรุปไว้จึงไม่ถูกต้องนักเนื่องจากเขายังไม่รู้ ว่าแท้จริงแล้วพืชยังสามารถได้รับคาร์บอนไดออกไซด์ และกาซออกซิเจนมาจากอากาศได้ด้วยในขบวนการสังเคราะห์แสง ซึ่งจะเป็นธาตุหลักสำหรับการสร้างคาร์โบไฮเดรต ที่จะเป็นที่มาของการเพิ่มน้ำหนักพืช
พ.ศ. 2242 นักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษชื่อ จอนห์ วู้ดวาร์ด (John Woodward) ได้ทดลองปลูกต้นมิ้นท์ในน้ำ แล้วสรุปว่าถ้ามีการเพิ่มดินเข้าไปในน้ำในสัดส่วนต่างๆกันจะมีผลทำให้พืช เจริญเติบโตได้ดีโดย ปริมาณดินที่เพิ่มลงในน้ำในปริมาณมากจะทำให้พืชเจริญดีที่สุดและดีกว่าการปลูกในน้ำเพียงอย่างเดียวโดยไม่เติมดินลงไปในน้ำเลย
พ.ศ. 2347 เซาชัว แวนซ์ (De Saussure vances) ได้ศึกษาถึงชนิดธาตุอาหารที่พืชได้รับจากดิน, น้ำ และอากาศ ต่อมาได้มีการทดลองซ้ำถึงสัดส่วนนี้โดยนักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศสที่ชื่อ บัวซิงเกาท ์(Boussingault) งานทดลองที่ได้แสดงถึงการประสบความสำเร็จของนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน 2 คน คือ ซัคส์ (Sachs) ในปี พ.ศ. 2403 และนอป (Knop) ในปี พ.ศ.2404ได้กลายเป็นต้นกำเนิดของการปลูกพืชในสาร ละลายที่ใช้เทคนิคธรรมดาง่ายๆ ซึ่งปัจจุบันมีการใช้อยู่ในห้องปฏิบัติการ เพื่อใช้ศึกษาถึงสรีระวิทยาของพืชและธาตุอาหารพืช งานวิจัยก่อนนี้ได้กล่าวถึงการทดสอบธาตุอาหารที่จำเป็นต่อพืชซึ่งได้แสดงว่าตามปกติธาตุ อาหารพืชจะสามารถเข้าสู่พืชได้โดยที่พืชดูดสารละลายขึ้นทางรากระยะต่อมานักวิทยาศาสตร์ได้พัฒนาสูตรอาหารพื้นฐานต่างๆ จำนวนมาก เพื่อทำการศึกษาธาตุอาหารพืช โดยนักวิทยาศาสตร์หลายคน เช่น ทอลเลนส์ (2425), ทอทติงแฮม (2457), ชรีฟ (2458), ฮอกแลนด์ (2462), ทรีลีส (2476), อาร์นอน (2481), รอบบินส์ (2489) โดยสูตรอาหารต่างๆ เหล่านี้ยังคงมีการใช้ในห้องปฏิบัติการทางสรีรวิทยาพืช
พ.ศ. 2468 จึงได้เกิดอุตสาหกรรมการผลิตพืชในโรงเรือนขึ้น ซึ่งการปลูกพืชในโรงเรือนเป็นการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากปัญหาโครงสร้างดินที่เปลี่ยนแปลงไป ความอุดมสมบูรณ์ลดลง, การเกิดโรคในดิน ในช่วงปี พ.ศ. 2468 - 2478 ได้มีการพัฒนาระบบการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินเป็นอย่างมากเพื่อที่จะทำการผลิตพืชโดยไม่ใช้ดินในโรงเรือน
พ.ศ. 2473 ศาสตราจารย์ ดร.เกอร์ริก (Gericke) มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ได้ทำการคิดค้นในห้องปฏิบัติการเกี่ยวกับธาตุอาหารพืช เพื่อที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เป็นไปในรูปทางการค้าเขาเปลี่ยนแปลงคำที่มี ชื่อว่า ระบบการปลูกพืชในสารละลาย (Nutriculture System) มาเป็นคำใหม่มีชื่อว่า ไฮโดรโพนิคส์ (Hydroponic) ซึ่งมาจากภาษากรีก 2 คำ คือ คำว่า “ไฮโดร” (Hydro) ที่แปลว่า น้ำ และ “โพนอส” (ponos) ที่แปลว่า การทำงาน ซึ่งรวมความหมายว่า “การทำงานที่เกี่ยวข้องกับน้ำ” ดร.เกอริค ได้เริ่มปลูกพืชชนิดต่างๆ ด้วยวิธีการปลูกในน้ำ พบว่าสามารถปลูกพืชที่กินราก เช่น บีท, แรดิช, แครอท, มันฝรั่ง และธัญพืชอีกหลายชนิดรวม ถึงผลไม้ ไม้ดอกไม้ประดับ ผู้สื่อข่าวในอเมริกาได้ตีพิมพ์และพูดถึงงานวิจัยของ ดร.เกอริค ว่าเป็นการค้นพบแห่งศตวรรษในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองระหว่างปี พ.ศ. 2483 - 2488 ภายหลังจากสงครามโลกเสร็จสิ้นแล้ว กองทัพอากาศสหรัฐต้องการแก้ปัญหาโดยส่งเสริมให้บุคลากรของตนมีผักและผลไม้สดไว้รับประทาน จึงมีการพัฒนารูปแบบการปลูกผักไฮโดรโพนิคส์ให้เป็นระบบใหญ่ขึ้นสำหรับปลูกผักในพื้นที่ที่เป็นหิน ภายหลังจาก สงครามโลกครั้งที่สอง กองทัพมีความต้องการที่จะนำเทคนิคไฮโดรโพนิคส์มาใช้ในการปลูกผักในพื้นที่ยึดครอง ตัวอย่างการปลูกผักไฮโดรโพนิคส์ของกองทัพอเมริกาได้แสดงให้เห็นที่เกาะโชฟุ ในประเทศญี่ปุ่นภายหลัง จากกองทัพอเมริกาได้เข้ายึดครองประเทศญี่ปุ่นในฐานะผู้ชนะสงครามได้ทดลองปลูกพืชไฮโดรโพนิคส์ในพื้นที่ 137.5 ไร่ ได้ทำการปลูกผักให้กับคนในกองทัพของตนต่อจากนั้นระบบไฮโดรโพนิคส์ได้พัฒนาให้เป็น ระบบที่เป็นการค้าไปทั่วโลก
สำหรับประเทศไทย การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินเริ่มมาจากการทดลองของสถาบันการศึกษาต่างๆ เสียมากกว่า มีผู้ริเริ่มปลูกเป็นการค้าจริงๆ ที่ตำบลนาดี อำเภอทุ่มกระแบน จังหวัดสมุทรสาคร เมื่อปี พ.ศ. 2526 โดยชาวไต้หวันเป็นผู้นำเทคโนโลยีนี้เข้ามาแนะนำ โดยเริ่มด้วยการเน้นปลูกผักที่มีราคาแพง ปลูกโดยไม่ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช จัดเป็นผักอนามัยปลอดภัยจากสารพิษ เจ้าของสวนให้ชื่อว่า “ผักลอยฟ้า” หลังจากนั้น เทคโนโลยีนี้จึงได้ขยายผลไปยังผู้ประกอบการรายอื่นๆ แต่ก็นับว่าได้ใช้เวลาเกือบ 10 ปี กว่าเทคโนโลยีจะแพร่หลาย
องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) สรุปว่า ความหมายของ การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน (Soilless culture) กว้างขวางกว่าคำว่า ไฮโดรโพนิคส์ (Hydroponics) โดยให้แบ่ง ระบบการปลูกพืชแบบไร้ดินออกเป็นดังนี้
การเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมมีความสำคัญเพื่อเป็นการลดความเสี่ยงในการปลูกพืช โดยพื้นที่ที่เหมาะสมควรมีลักษณะดังต่อไปนี้
1. พื้นที่ได้รับแสงอย่างเต็มที่ทางทิศตะวันออก, ทิศใต้ และทิศตะวันตก มีแนวกันลมที่มาจากทิศเหนือ
2. ควรเป็นพื้นที่ที่มีความลาดเอียงของพื้นที่หรือสามารถปรับระดับได้ง่าย
3. ควรเป็นพื้นที่ที่น้ำซึมผ่านได้ง่าย มีอัตราการซึมน้ำอย่างน้อย 1 นิ้วต่อชั่วโมง
4. เป็นพื้นที่ที่มีระบบสาธารณูปโภคพร้อม เช่น กาซธรรมชาติ, มีไฟฟ้าเข้าถึง, มีโทรศัพท์, มีน้ำที่มีคุณภาพดี และมีปริมาณน้ำเพียงพอที่จะใช (คือประมาณ 6 ลิตร ต่อพื้นที่ปลูก 1 ตารางเมตรต่อวัน)
5. มีถนนที่ดี ใกล้กับแหล่งชุมชนและตลาดขายส่งหรือตลาดขายปลีก
6. มีพื้นที่ที่สามารถเข้าดูแลโรงเรือนได้ง่าย (โดยเฉพาะในวันที่สภาพอากาศเลวร้าย)
7. โรงเรือนควรตั้งอยู่ในแนวทิศเหนือและทิศใต้
8. เป็นพื้นที่ได้รับแสงอาทิตย์อยู่ตลอดเวลา
9. หลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีลมพัดแรง